ฉันชอบกลางคืน อากาศสดชื่นและเย็นสบาย ทำให้รู้สึกดีทุกครั้งที่หายใจ
ส่วนกลางวันเป็นช่วงเวลาที่สับสนวุ่นวายและทรมานที่สุดในชีวิตของฉัน
เมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า
ฉันจะเริ่มนับ หนึ่ง สอง
สาม...ทุกครั้งที่หายใจเข้าและทุกครั้งที่หายใจออก
ไปจนถึงเวลาที่พระอาทิตย์ลาลับและสีดำฉาบทั่วท้องนภาอันกว้างใหญ่
แล้วจะเริ่มนับ หนึ่ง สอง สาม...เมื่อแสงสว่างกลับสู่ขอบฟ้าอีกครั้ง ผ่านไปอีกวันกับเวลาอันแสนเจ็บปวดและทรมาน
เป็นอยู่อย่างนี้มานาน นานจนฉันเลิกนับวันและคืน นับได้เพียง หนึ่ง สอง สาม...
ฉันไม่เคยชอบแสงสว่าง ไม่เคยชอบการพูดคุย ไม่เคยสนใจความเป็นไปของผู้คน ความกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจ
สุดท้ายก็ไม่อาจข่มตาลงได้ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ด้วยกลัวว่าจะไม่ได้ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกเลย
ที่ทำได้ก็มีแต่...เฝ้านับลมหายใจตัวเองมาตลอดชีวิต
จนกระทั่งวันนั้น วันที่ฉันเห็นแสงสว่างสีดำ สดใสและอบอุ่น ความเย็นในกายถูกความร้อนในใจแผดเผาอย่างช้าๆ
ยิ่งนานวันความรู้สึกยิ่งพอกพูน อยากพบ อยากพูดคุย อยากใกล้ชิดมากกว่านี้ แม้ร่างจะสูญสลายเมื่อสัมผัสแสงนั้นแล้วก็ยอม
ตอนนี้ฉันยังคงเกลียดเวลากลางวัน และโหยหาแสงสว่างสีดำทุกลมหายใจ
คืนนี้ ท้องฟ้างดงาม และอากาศแสนสดชื่น เหมือนทุกสิ่งล้วนเป็นใจ
ร่างเล็กก้าวช้าๆอย่างแผ่วเบาบนทางเดิน เส้นผมสีน้ำตาลเข้มถูกปล่อยให้รับสายลมเย็น
มันพลิ้วไหวดุจลำธารยามลมพัดผ่านผิวน้ำ รอยยิ้มงามประดับบนใบหน้าสวยตลอดเวลาที่ย่างเข้าสู่ตัวอาคาร
การเข้ามาในโรงเรียนแห่งนี้ตอนกลางคืนดูเหมือนจะยาก แต่เมื่อลองทำ มันกลับง่ายกว่าที่คิด
ด้วยความกว้างของตัวโรงเรียน อาคารเรียนสามชั้นรูปตัวยูขนาดใหญ่ แถมมีหอนอนอีกสองหอขนาบข้าง
ทำให้การเดินตรวจของพวกอาจารย์และกรรมการนักเรียนเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึงนัก
แม้บางคนมองว่าน่าเบื่อกับชีวิตในรั้วโรงเรียนประจำเช่นนี้ แต่ฉันกลับชอบและหลงใหลมันที่สุด
เพราะมันคือชีวิตที่ฉันไม่มีโอกาสจะเป็นได้ ชีวิตที่ฉันไม่มีโอกาสแม้จะวาดหวัง
และที่สำคัญ มันคือชีวิตของแสงสว่างสีดำ...
แสงสว่างสีดำของฉัน
ศีรษะเล็กหันซ้ายหันขวาเหมือนไม่แน่ใจในเป้าหมายที่มาหานัก
เนื่องจากห้องเรียนแต่ละห้อง โต๊ะแต่ละตัว
ดูไม่แตกต่างกันเลยเมื่อมองจากสายตาคนนอกเช่นเธอ การหาสิ่งที่ต้องการดูยากลำบากเหมือนหาทางออกจากเขาวงกตก็ไม่ปาน
‘สงสัยจะหลงทางจริงๆแล้วสิ’
มุมมองจากภายนอก ดูต่างจากมุมมองภายในโดยสิ้นเชิง ทั้งๆที่เธอแน่ใจว่าจำได้แม่น
ชั้นสาม ปีกอาคารฝั่งซ้าย ห้องท้ายสุดทางเดิน โต๊ะตัวที่เจ็ดนับจากประตูหน้าห้อง
‘เอ...หรือว่าต้องสลับด้านซ้ายขวา’
ก่อนสมองของใบหน้างามจะสับสนมากขึ้น ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนก็เหลือบเห็นป้ายสีน้ำเงินเข้มที่มีตัวอักษรสีขาวเขียนไว้ว่า‘ม.6/1’
“เจอแล้ว!”
การวิ่งเป็นเรื่องแปลกสำหรับร่างเล็กขาว ถึงเธอจะเคยวิ่ง แต่มันก็นานมาแล้ว สำหรับตอนนี้แค่การเดินยังแทบนับก้าวได้
เส้นผมสีน้ำตาลเข้มพลิ้วไหว ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนทอประกายแวววาว ริมฝีปากเล็กระบายยิ้มเต็มใบหน้าสวย หัวใจเต้นถี่รัวยิ่งกว่าทุกครั้ง
‘โต๊ะตัวที่เจ็ด...ตัวที่เจ็ด...เจ็ด’
“หนึ่ง...”
“สอง...”
“สาม...”
“สี่...”
“ห้า...”
“หก...”
“...”
มือบางสัมผัสโต๊ะตัวที่เจ็ดอย่างแผ่วเบา ลูบช้าๆดุจกลัวผืนไม้จะเป็นรอยเพราะตนเอง เก้าอี้ถูกขยับ
ร่างเล็กนั่งลงอย่างกล้าๆกลัวๆ ตื่นเต้น ชื่นชม ถวิลหา และอีกหลายหลากความรู้สึกอัดแน่นภายในใจ
ผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มแผ่เต็มโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้า แก้มขาวแนบแผ่นไม้สีน้ำตาลไหม้
นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเหม่อมองร่องรอยมากมายบนพื้นโต๊ะ รอยแตกของเนื้อไม้ รอยกรีดของคมมีด รอยปากกาเมจิสีดำ
นิ้วเรียวผอมไล่ไปตามตัวอักษรสีดำอย่างช้าๆ ริมฝีปากบางเปล่งเสียงหวานแผ่วเบา
“ชีวิตนี้เป็นของเธอ
จงใช้พลัง...
เลือกในสิ่งที่เธอต้องการจะทำ
และทำทุกสิ่งด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจริง
จงใช้พลัง...
รักในสิ่งที่เธอต้องการในชีวิต
และรักสิ่งนั้นด้วยหัวใจที่รักจริง
จงใช้พลัง...
รังสรรค์ความสุขสู่ชีวิตเธอ...ตามแต่ใจปรารถนา”
สิ้นเสียงหวานเปลือกตาบางขยับบดบังดวงตาคู่สวย
นึกถึงผมสีดำที่พลิ้วไหว
ร่างสูงโปร่งสีน้ำผึ้งภายใต้ชุดดำที่ชอบใส่เป็นประจำ
ไม่คิดว่าจะเจ้าบทเจ้ากลอนได้ขนาดนี้
อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่รู้ นี่สินะความใกล้ชิดที่เธอถวิลหามากกว่าการมองผ่านกระจกใสทุกวันมาตลอดเวลาเกือบหกปี
และอีกไม่นานแสงสว่างสีดำจะเรียนจบพร้อมนำพาความหวังในการมีชีวิตอยู่ของเธอไปด้วย
ร่างเล็กจำต้องลุกขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังแว่วมา
‘มีคนกำลังมาที่นี่ ต้องไปแล้ว’
แต่เท้าที่ตั้งใจให้ขยับออกวิ่งกลับอ่อนแรงจนต้องทรุดลงนั่งกับพื้นห้อง ความเจ็บปวดบีบรัดแน่นจนรู้สึกอึดอัด
ลมหายใจเหมือนขาดช่วง ภาพจากนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนดูลางเลือน ช่วงเวลาแห่งความทรมานที่เธอไม่ต้องการกลับมาอีกแล้ว
ไม่ใช่ ไม่ใช่ตอนนี้...
“นี่เธอ เป็นอะไรหรือเปล่า”
เสียงใครกัน ผู้หญิง? แสดงว่าเธอถูกพบตัวแล้วสิ แม้แรงที่จะลืมตาขึ้นมองยังแทบไม่มี
แต่น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงจนรู้สึกได้ของคนคนนี้ทำให้อยากตอบกลับเสียเหลือเกิน
“ไม่เป็นไร”
“ทำอะไรอยู่คะ จะได้เวลาปิดหอแล้วนะ”
ดูว่าผู้ที่พบเธอคนนี้ออกจะเป็นห่วงคนแปลกหน้านัก เวลาปิดหองั้นเหรอ หรือจะเป็นหนึ่งในกรรมการนักเรียน
ถึงอย่างนั้นก็ตามเธอยังไม่อยากลุกตอนนี้
ความเย็นเฉียบของพื้นหินทำให้ความเจ็บปวดลดลง
เหลือแต่ความอึดอัดที่ยังคงแน่นอยู่ในหน้าอก ขอเวลาอีกนิด
ให้เธอได้สัมผัสความเย็นสบายต่ออีกหน่อยเถอะนะ
“เย็น...”
“คะ?”
คุณกรรมการนักเรียนคนนี้ช่างขี้สงสัยเสียจริง แถมน้ำเสียงยังเต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใยอีก ชักอยากเห็นหน้าขึ้นมาแล้วสิ
แต่…
“พื้น...เย็น...สบายจัง”
แม้ปลายนิ้วที่สัมผัสพื้นยังรู้สึกถึงความนุ่มและอบอุ่น...นุ่มและอบอุ่น?
ความประหลาดใจในสัมผัสที่ได้รับจากนิ้วของตนทำให้จำต้องออกแรงเผยอเปลือกตาขึ้นมองสิ่งที่คิดว่าเป็นพื้นห้อง
ภาพที่สะท้อนภายในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคือเงาร่างสูงโปร่งที่มีดวงจันทร์ส่องแสงเป็นฉากสีเหลืองนวลอยู่เบื้องหลัง
ความโหยหาเอ่อล้น แสงสว่างสีดำของฉัน ถ้าเป็นเธอจริงก็ดีสิ
อยากมองเงาร่างของคนคนนี้อยู่แบบนี้ ถึงเธอจะไม่เห็นหน้า ถึงเธอจะไม่รู้จัก และแม้ความอบอุ่นและอ่อนโยนที่รู้สึกได้ทำให้นึกถึง
แต่ยังไงซะคงต้องให้คุณกรรมการนักเรียนคนนี้กลับหอ ใกล้ได้เวลาจะปิดไฟแล้วมั้ง ฉันไม่อยากเป็นสาเหตุให้คุณถูกทำโทษหรอกนะ
“พี่กลับหอเถอะค่ะ ปล่อยหนูไว้ที่นี่ เดี๋ยวหนูไปเอง”
การทำตัวเป็นรุ่นน้องในสถานการณ์แบบนี้ดูจะดีกว่าให้รู้ว่ามีคนนอกมานอนอยู่ในห้องเรียน
ตอนนี้ขอหลับอีกนิดนะ ขอฝันต่ออีกหน่อย พรุ่งนี้เช้าค่อยเริ่มนับ หนึ่ง สอง สาม...
“เด็กนั่นเป็นยังไงบ้าง”
“อาการดีขึ้นค่ะ ตอนนี้หลับอยู่”
“ไม่น่าเชื่อเลยนะ ทั้งๆที่ร่างกายแย่ขนาดนั้น”
“นั่นสิคะ อาจเพราะอายุยังน้อยก็ได้”
“ถึงอย่างนั้นอาการหลังผ่าตัดล่าสุดก็ยังไม่น่าไว้ใจอยู่ดี ติดต่อครอบครัวด้วยแล้วกัน”
“ค่ะ คุณหมอ”
วันนี้เป็นวันแรกที่ฉันไม่ได้นับ หนึ่ง สอง สาม...และเป็นวันแรกที่ฉันนอนหลับยาวในเวลากลางวัน
รู้สึกเหมือนร่างกายสดชื่นแข็งแรง รู้สึกเหมือนดอกไม้ที่พลิบานรับแสงอาทิตย์อันอบอุ่น
อาจเพราะ...ฝันแสนหวานนั่น
คืนนี้คงต้องไปขอบคุณคุณกรรมการนักเรียนคนนั้นเสียหน่อยแล้ว ที่ทำให้ฝันดีได้ทั้งวัน
ฝันแสนหวานเพราะมีเธออยู่ด้วย แสงสว่างสีดำของฉัน
‘ถึงอยากขอบคุณ แต่จะไปหาตัวคุณกรรมการนักเรียนได้ที่ไหนล่ะเนี่ย’
ร่างเล็กกลับมายืนหันรีหันขวางบนทางเดินของอาคารเรียนอีกครั้ง เธอไม่รู้จริงๆว่าจะเริ่มต้นหาคุณกรรมการนักเรียนยังไง
เพราะไม่เคยสนใจกิจวัตรประจำวันของเหล่ากรรมการนักเรียนในโรงเรียนนี้เลยสักนิด
เนื่องจากวันๆหนึ่งของเธอหมดไปกับการเฝ้าดูแสงสว่างสีดำ และการนับ หนึ่ง สอง สาม...
แต่จู่ๆขณะที่ยังคงยืนลังเลบนทางเดินนั่นเอง เธอรู้สึกถึงมือของใครบางคนสัมผัสไหล่ของตน ก่อนจะทันนึกอะไรได้
ร่างเล็กของเธอก็ถูกหมุนกลับมายืนประจันหน้ากับเจ้าของมือที่ว่าเสียแล้ว
“เธอ...เป็นผีหรือเปล่า?”
“...”
การถูกพบโดยไม่ทันตั้งตัวทำให้ตกใจอยู่ไม่น้อย แต่อะไรกัน อยู่ๆก็เข้ามาถามประโยคแปลกๆ
นี่ฉันดูแย่ขนาดเห็นว่าเป็นผีเลยเหรอไง แล้วจะตอบยังไงดีล่ะ เออ...จะว่าไป เสียงคุ้นอยู่นะ หรือว่า...
“เมื่อคืนที่เราพบกัน...”
“อ๋อ...ค่ะ”
ถึงว่าสิ คุณกรรมการนักเรียนคนนั้นนั่นเอง ดีจังไม่ต้องเหนื่อยเดินหา
แต่คนที่เป็นผีน่ะฉันว่าน่าจะเป็นคุณมากกว่า บทจะมาก็มาไม่ให้สุ่มให้เสียงเลย
“แล้ว...มาทำอะไรที่นี่อีกล่ะคะ อย่าบอกนะว่าจะนอนบนพื้นทางเดิน”
แน่ะ ช่างสงสัยอีกแล้ว แล้วใครจะไปนอนบนทางเดินกันล่ะ แต่ถ้ามันเย็นสบายเหมือนพื้นห้องเรียนเมื่อคืนก็น่าสนนะ
“มาเดินเล่นค่ะ แต่ถ้าง่วงก็ไม่แน่”
แกล้งเป็นรุ่นน้องต่อไปแล้วกัน ไหนๆก็ไหนๆแล้ว
“แล้วพี่มาทำอะไรคะ เดินเล่นเหมือนกันเหรอ”
“เปล่าค่ะ พี่มาถูพื้น โดนทำโทษเพราะไม่ได้ทำการบ้าน”
โดนทำโทษเพราะไม่ได้ทำการบ้าน! แล้วเป็นกรรมการนักเรียนได้ยังไงเนี่ย?
ถึงจะให้ความรู้สึกคล้ายกัน แต่ต่างกับแสงสว่างสีดำของเธอก็ตรงนี้ล่ะมั้ง เพราะตลอดเวลาเกือบหกปีที่เฝ้ามอง
เธอไม่เคยเห็นแสงสว่างสีดำของเธอเข้าห้องเรียนหลังเสียงออดดังเลยสักวิชา ไม่เคยเห็นโดนอาจารย์ต่อว่าเลยสักครั้ง
ไม่เคยเห็นโดนทำโทษให้วิ่งรอบสนามเลยสักรอบ ไม่แม้แต่การโดนให้ถูพื้นในยามค่ำมืดแบบนี้ด้วย
“เมื่อคืนก็ถูกทำโทษเหรอคะ”
“เปล่าค่ะ เมื่อคืนจะมาเอาการบ้านไปทำ แต่ลืมหยิบ เพราะคิดว่าโดนผีหลอก”
นั่น คิดว่าฉันเป็นผีจริงๆหรือนี่ ที่ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งออกไปจากห้องเรียนตอนนั้นก็เพราะกลัวฉันจะลุกขึ้นมาหักคอสินะ
คุณกรรมการนักเรียนคนนี้นี่ตลกจริงๆแฮะ
“พี่นี่ตลกจัง คิดว่าโดนผีหลอกจริงๆเหรอคะ”
“ตอนนั้นไม่ แต่ตอนนี้คิดค่ะ”
“คิดว่าอะไรคะ”
ตอบแบบให้อยากรู้ต่อนี่นา
“คิดว่า...ถึงเป็นผี ถ้าสวยขนาดนี้ ก็ยอมให้หลอกค่ะ”
อ้าว...จีบกันตรงๆแบบนี้เลยเหรอคะคุณกรรมการนักเรียน
ไม่น่าแปลกใจนักสำหรับเธอที่เด็กสาวอย่างคนตรงหน้ากล่าวคำพูดแบบนี้ออกมา เพราะในโรงเรียนนี้ เธอเห็นออกบ่อยไป
การที่เด็กสาวสองคนแอบทำลับๆล่อๆตามมุมมืดของอาคาร การโอบกอดที่ดูจะมากกว่าความเป็นเพื่อน
หรือแม้แต่การจุมพิตอันแสนดูดดื่มเธอก็เห็นมาหมดแล้ว แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะเห็นจากแสงสว่างสีดำของเธอ
ทั้งๆที่ก็ออกดูเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าสาวๆอยู่พอตัว
ก่อนจะได้คิดอะไรต่อ ความอบอุ่นจากมือบางสีน้ำผึ้งที่สัมผัสใบหน้าตนทำหัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ
ครั้งนี้อาการแน่นหน้าอกแปลกกว่าทุกที หัวใจเต้นเร็วแรงจนเหมือนจะทะลุออกมาจากอกภายในไม่กี่วินาทีข้างหน้า
รู้สึกได้ถึงความหอมหวานและเร้าร้อนจากลมหายใจที่ส่งผ่านริมฝีปากสู่ลำคอ
รู้สึกได้ถึงหัวใจที่ค่อยๆพองโตจนแน่นหน้าอกมากทุกขณะ
ยิ่งริมฝีปากบางสีน้ำผึ้งประกบติดริมฝีปากเล็กขาวซีดของตนเองนานเท่าใด เธอยิ่งรู้สึกควบคุมการหายใจให้เป็นปกติไม่ได้มากขึ้นทุกที
‘เสียงโทรศัพท์!’
อ้อมกอดที่อบอุ่นถูกคลายออกแล้ว แม้จะเกือบไร้เรี่ยวแรงแต่แขนเรียวเล็กก็พยายามออกแรงผลักร่างตรงหน้าให้ถอยห่างเบาๆ
เธอต้องการมองคนคนนี้ให้ชัดๆ ทั้งเมื่อวานและเมื่อครู่เธอไม่เคยเห็นคนตรงหน้าอย่างถนัดตาเลยสักที
เพราะคุณกรรมการนักเรียนเป็นต้องยืนย้อนแสงจันทร์ตอนคุยกับเธอเสียทุกครั้ง
โครงร่างที่คุ้นตา ความรู้สึกที่คุ้นเคย
อา...ตอนนี้เธอรู้แล้ว...
คนตรงหน้า...ไม่ใช่นักเรียนเกเรที่โดนทำโทษเป็นประจำอย่างที่เดา
ไม่ใช่กรรมการนักเรียนที่เดินตรวจอาคารเรียนอย่างที่คิด
ไม่ใช่รุ่นพี่ที่ใจดีอย่างที่เข้าใจ
แต่เป็น...
คนเพียงคนเดียวที่เธอใช้เวลาเกือบครึ่งของชีวิตเฝ้ามองผ่านกระจกใสจากตึกข้างๆ
ความรู้สึกแน่นหน้าอกเหมือนเคยกลับมาอีกแล้ว ความเจ็บปวดกำลังรุมเร้าทุกส่วนของร่างกาย
ไม่ ไม่ใช่ตอนนี้ ไม่ใช่เวลานี้ ไม่ใช่ต่อหน้าแสงสว่างสีดำของฉัน
เธอไม่อยากให้ใบหน้าที่แสดงความเจ็บปวดทรมานสะท้อนบนนัยน์ตาสีรัตติกาลนั่น
ไม่อยากให้แสงสว่างสีดำของเธอต้องจดจำภาพไม่น่ามองของตนเองยามทรุดกายลงบนทางเดิน
ร่างขาวซีดสั่นเล็กน้อยตอนพยายามหมุนตัวกลับและออกวิ่งด้วยขาผอมเล็ก ถึงกระนั้นก็ยังคงมีรอยยิ้มระบายอยู่บนใบหน้า
พร้อมริมฝีปากบางขยับเอ่ยคำลาด้วยเสียงหวานอย่างแผ่วเบา
“ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”
“ผลการผ่าตัดครั้งล่าสุดไม่ดีนัก ตอนนี้มะเร็งได้ลุกลามไปทั่วร่างกายแล้ว”
“มีเวลาอีกนานแค่ไหนคะคุณหมอ”
“อาจจะเป็นหนึ่งวัน หรือหนึ่งสัปดาห์ หรือหนึ่งเดือน ผมไม่อาจบอกได้เพราะขึ้นกับกำลังใจของเธอด้วย”
แสงอาทิตย์เริ่มปรากฏ เป็นอีกวันที่ฉันคงไม่ต้องนับ หนึ่ง สอง สาม... และน่าจะหลับฝันดียิ่งกว่าเมื่อวาน
เมื่อพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า
เมื่อฉันลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง...จะเป็นเวลาซึ่งฉันเฝ้ารออย่างโหยหาทุกลมหายใจ
เวลาที่ฉันได้พบเธอ...ตัวแทนของการมีชีวิตของฉัน
สิ่งที่ฉันต้องการจากเธอ ไม่ใช่จุมพิตที่แสนหวาน ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่สดสวยงดงาม
ฉันต้องการเพียงแค่...
ความมีชีวิต...
จากลมหายใจที่อบอุ่นและอ่อนโยนของเธอ
อยากพบเธอจัง...แสงสว่างสีดำของฉัน
-------------------------------------
จบแล้วเน้อ~
บทกลอนในตอนนี้มาจากหนังสือ Yours If You Ask ชีวิตออกแบบเองได้ ตามแต่ใจปรารถนา ของสำนักพิมพ์ Good Morning